พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระราชสมภพ ณ วันอาทิตย์ เดือน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีขาล ฉศก จุลศักราช ๑๐๙๖ ตรงกับวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๒๗๗
[1]
ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา มีพระนามเดิมว่า สิน พระราชบิดาเป็นชาวจีนชื่อ นายไหฮอง เป็นนายอากรบ่อนเบี้ย มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนพัฒน์ พระราชชนนีชื่อ นกเอี้ยง (ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็น กรมพระเทพามาตย์) ตั้งบ้านใกล้กับจวนเจ้าพระยาจักรีที่สมุหนายก
เมื่อยังทรงพระเยาว์ เจ้าพระยาจักรี ได้ขอพระเจ้าตากสินไปเลี้ยงเป็น บุตรบุญธรรม และได้ตั้งชื่อพระองค์ท่านว่า สิน พอนายสินอายุได้ ๙ ขวบ เจ้าพระยาจักรี ก็ได้นำไปฝากให้เล่าเรียนหนังสืออยู่ในสำนักพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส
|
|||||||||||||
![]()
ทัพพม่าได้ส่งทหารไล่ติดตาม พระยาวชิรปราการ (สิน) และพรรคพวก มาทันกันในวันรุ่งขึ้นที่ บ้านโพธิ์สังหาร พระยาวชิรปราการ (สิน) ได้นำพลทหารไทยจีน เข้ารบกับทหารพม่า เป็นสามารถจนทหารพม่าแตกพ่ายไป และยังได้ยึดเครื่องศาสตราวุธเป็นจำนวนมาก และออกเดินทางไปตั้งพักที่ บ้านพรานนก เพื่อหาเสบียงอาหาร ระหว่างที่ทหารพระยาวชิรปราการ (สิน) หาเสบียงอาหารอยู่นั้น ได้พบทหารพม่าจำนวนพลขี่ม้าประมาณ ๓๐ ม้า พลเดินเท้าประมาณ ๒,๐๐๐ คน ยกทัพสวนทางมาจากบางคาง แขวงเมืองปราจีนบุรี เพื่อรวมพลเข้าตีกรุงศรีอยุธยาในโอกาสต่อไป ทหารพระยาวชิรปราการ (สิน) จึงหนีกลับมาที่บ้านพรานนก โดยมีทหารพม่าติดตามอย่างกระชั้นชิด และชะล่าใจ พระยาวชิรปราการ (สิน) จึงให้ทหารซึ่งเป็นพลเดินเท้าแยกออกเป็นปีกกาเข้าตีโอบพวกทหารพม่าทั้งสองข้าง ส่วนพระยาวชิรปราการ (สิน) กับทหารอีก ๔ คน ก็ขี่ม้าตรงเข้าไล่ฟันทหารพม่าซึ่งนำทัพเข้ามาอย่างไม่ทันรู้ตัว ก็แตกร่นไปถึงพลเดินเท้า พวกทหารพระยาวชิรปราการ (สิน) ได้ทีเข้าตีรุกไล่ฆ่าฟันทหารพม่าจนแตกพ่ายไป การชนะในครั้งนี้ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารพระยาวชิรปราการ (สิน) เป็นอย่างมากในโอกาสสู้รบกับพม่าในโอกาสต่อไป ![]() เหตุการณ์รบกับพม่าที่บ้านพรานนก พวกราษฎรที่หลบซ่อนเร้นพม่าอยู่ ได้กิตติศัพท์การรบชนะของพระยาวชิรปราการ (สิน) ต่อทหารพม่าก็มาขอเข้าเป็นพวก และได้เป็นกำลังสำคัญในการเกลี้ยกล่อมผู้ที่ตั้งตัวเป็นหัวหน้า นายซ่องต่าง ๆ มาอ่อนน้อม ขุนชำนาญไพรสณฑ์และนายกองช้างเมืองนครนายก มีจิตใจสวามิภักดิ์ได้นำเสบียงอาหาร และช้างม้ามาให้เป็นกำลังเพิ่มขึ้น ส่วนนายซ่องใหญ่ซึ่งมีค่ายคูยังทะนงตนไม่ยอมอ่อนน้อม พระยาวชิรปราการ (สิน) ก็คุมทหารไปปราบจนได้ชัยชนะ แล้วจึงยกทัพผ่านเมืองนครนายก ข้ามลำน้ำเมืองปราจีนบุรี ไปตั้งพักอยู่ที่ชายดงศรีมหาโพธิ์ ข้างฟากตะวันตก
เมื่อพระยาวชิรปราการ (สิน) ได้ชัยชนะพม่าแล้ว ได้ยกทัพผ่านบ้านทองหลวง พานทอง บางปลาสร้อย บ้านนาเกลือ เขตเมืองชลบุรี ต่างก็มีแต่คนเข้ามาร่วมสมทบมากขึ้น จนมีรี้พลเป็นกองทัพ จากนั้นพระยาวชิรปราการ (สิน) ก็เดินทางไปเมืองระยอง โดยหมายจะเอาเมืองระยองเป็นที่ตั้งมั่นต่อไป
ครั้นถึงเมืองระยอง พระยาระยองชื่อบุญ เห็นกำลังของพระยาวชิรปราการ (สิน) มีจำนวนมากยากที่จะต้านทานได้ จึงพากันออกมาต้อนรับ พระยาวชิรปราการ (สิน) จึงตั้งค่ายที่ชานเมืองระยอง ขณะนั้นมีพวกกรมการเมืองระยองหลายคน แข็งข้อคิดจะสู้รบ จึงได้ยกกำลังเข้าปล้นค่าย ในคืนวันที่สอง ที่หยุดพัก ฝ่ายพระยาจันทบุรีได้ปรึกษากับขุนรามหมื่นซ่อง เห็นว่าจะรบพุ่งเอาชนะเจ้าตากซึ่งหน้าคงจะชนะยาก ด้วยเจ้าตากมีฝีมือเข้มแข็ง ทั้งรี้พลก็ชำนาญศึก จึงคิดกลอุบายจะโจมตีกองทัพเจ้าตากขณะกำลังข้ามน้ำเข้าเมืองจันทบุรี โดยนิมนต์พระสงฆ์ ๔ รูป เป็นทูตมาเชิญเจ้าตากไปตั้งที่เมืองจันทบุรี แต่ในระหว่างเจ้าตากเดินทางจะข้ามน้ำเข้าเมืองจันทบุรีอยู่นั้น ได้มีผู้มาบอกให้เจ้าตากทราบกลอุบายนี้เสียก่อน เจ้าตากจึงให้เลี้ยวขบวนทัพไปตั้งที่ชายเมืองด้านทิศเหนือ บริเวณวัดแก้ว ห่างประตูท่าช้างเมืองจันทบุรี ๕ เส้น แล้วเชิญพระยาจันทบุรีออกมาหาเจ้าตากก่อนที่จะเข้าเมือง แต่พระยาจันทบุรีไม่ออกมาต้อนรับ พร้อมกับระดมคนประจำรักษาหน้าที่เชิงเทิน
เจ้าตากได้ทบทวนถึงสถานการณ์ต่าง ๆ แล้วเห็นว่า แม้ข้าศึกจะครั่นคร้ามฝีมือไม่กล้าโจมตีซึ่งหน้าก็ตาม แต่ฝ่ายพระยาจันทบุรีมีจำนวนมากกว่า ถ้าเจ้าตากล่าถอยไปเมื่อใด ทัพจันทบุรีจะล้อมตีได้หลายทาง เพราะไม่มีเสบียงอาหาร เจ้าตากจึงตัดสินใจจะต้องเข้าตีเมืองจันทบุรีในค่ำวันนี้ให้ได้ และแสดงออกถึงน้ำพระทัย อันเด็ดเดี่ยว โดยสั่งแม่ทัพนายกองว่า เราจะตีเมืองจันทบุรีในค่ำวันนี้ และกองทัพหุงข้าวเย็นกินเสร็จแล้ว ทั้งนายไพร่ให้เททิ้งอาหารที่เหลือ และต่อยหม้อเสียให้หมด หมายไปกินข้าวเช้าด้วยกันที่ในเมืองเอาพรุ่งนี้ ถ้าตีเอาเมืองไม่ได้ในค่ำวันนี้ก็จะได้ตายด้วยกันให้หมดทีเดียว [3] พระเจ้าตากขี่ช้างพังคีรีบัญชร เข้าโจมตีเมืองจันทบุรี เมื่อเจ้าตากจัดเมืองจันทบุรีเรียบร้อยแล้ว ก็ยกทัพบกทัพเรือลงไปเมืองตราด พวกกรมการเมืองและราษฎรต่างยอมอ่อนน้อมโดยดี แต่ยังมีพ่อค้าสำเภาที่จอดอยู่ปากน้ำเมืองตราดหลายลำไม่ยอมอ่อนน้อม เจ้าตากได้ยกทัพเรือโจมตีสำเภาจีนได้ทั้งหมดในครึ่งวัน และสามารถยึดทรัพย์สิ่งของได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำมาจัดเตรียมกองทัพเข้ากู้เอกราช
ทรงยกทัพ ทั้งทัพบก และทัพเรือ เข้ายึดเมืองตราด เจ้าตากได้จัดการเมืองตราดเรียบร้อยก็ย่างเข้าสู่ฤดูฝนพอดี จึงยกกองทัพกลับเมืองจันทบุรีเพื่อตระเตรียมกำลังคน สะสมเสบียงอาหาร อาวุธ ยุทธภัณฑ์ และต่อเรือรบได้ถึง ๑๐๐ ลำ [4] รวบรวมกำลังคนเพิ่มได้อีก เป็นคนไทย จีน ประมาณ ๕,๐๐๐ คนเศษ กับมีข้าราชการในกรุงศรีอยุธยาได้หลบหนีพม่ามารวมด้วยอีกหลายคน และที่สำคัญก็คือ หลวงศักดิ์นายเวรมหาดเล็ก นายสุดจินดาหุ้มแพรมหาดเล็ก [5]
สุกี้แม่ทัพพม่า ได้ข่าวเจ้าตากตีเมืองธนบุรีได้แล้ว ก็ส่งมองญ่า นายทัพรองคุมพลซึ่งเป็นมอญและไทย ยกกองทัพเรือไปสกัดกองทัพเรือเจ้าตากอยู่ที่เพนียด เจ้าตากยกทัพเรือขึ้นไปถึงกรุงศรีอยุธยาเป็นเวลาค่ำ สืบทราบว่ามีกองทัพข้าศึก ยกมาตั้งรับคอยอยู่ที่เพนียด ไม่ทราบว่ามีกำลังเท่าใด ฝ่ายพวกไทยที่ถูกเกณฑ์มาในกองทัพมองญ่า รู้ว่ากองทัพเรือที่ยกมาเป็นคนไทยด้วยกัน ก็คิดจะหลบหนีบ้าง หาโอกาสเข้าร่วมกับเจ้าตากบ้าง มองญ่าเห็นพวกคนไทยไม่เป็นอันจะต่อสู้เกรงว่าจะพากันกบฏขึ้น จึงรีบหนีกลับไปค่ายโพธิ์สามต้นในคืนวันนั้น
เจ้าตาก ทรงทำพิธีปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ ครองกรุงธนบุรี เมื่อวันพุธ เดือนอ้าย แรม ๔ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๓๐ ปีชวด สัมฤทธิศก ตรงกับวันที่ ๒๘ เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๓๑๑ ขณะมีพระชนมายุได้ ๓๔ พรรษา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ หรือ สมเด็จพระบรมราชาที่ ๔ แต่ประชาชนทั่วไปยังนิยมขนานพระนามพระองค์ว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชครองราชสมบัติ ๑๕ ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ชาติบ้านเมืองต้องการความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ ไหนจะต้องเรียกขวัญและกำลังใจของประชาชนให้กลับคืนอยู่ในสภาพปกติโดยเร็วที่สุด ภายหลังจากสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด ไหนจะต้องปกป้องศัตรูจากภายนอกประเทศที่คอยหาโอกาสจะเข้ารุกราน ไหนจะต้องรวบรวมคนไทยที่แบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่าถึง ๕ ก๊กคือ.- ก๊กที่ ๑ เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ตั้งตัวเป็นเจ้า ที่เมืองพิษณุโลก ก๊กที่ ๒ เจ้าพระฝาง (เรือน) อยู่ที่วัดพระฝาง เมืองสวางคบุรี ตั้งตัวเป็นเจ้าทั้งที่ยังเป็นพระ ก๊กที่ ๓ เจ้านคร (หนู) เดิมเป็นปลัดผู้รั้งเมืองนครศรีธรรมราช ก๊กที่ ๔ กรมหมื่นเทพพิพิธ ตั้งตัวเป็นใหญ่ที่เมืองพิมาย ก๊กที่ ๕ คือก๊กพระยาตาก ตั้งตัวเป็นใหญ่ที่เมืองจันทบุรี ซึ่งก๊กต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นพระราชภาระที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจะต้องทรงกระทำโดยเร็ว ดังจะได้จำแนกพระราชกรณียกิจของพระองค์ ออกเป็น ๒ ด้าน คือ การสร้างชาติให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง และการฟื้นฟูบ้านเมือง ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ
ทรงทำตลอดรัชกาลของพระองค์นับตั้งแต่ การปราบปรามชาติไทยที่แบ่งเป็นก๊กต่าง ๆ การปราบ
หัวเมืองที่กระด้างกระเดื่อง ตลอดจนการทำสงครามกับพม่าทำให้พม่าลบคำดูหมิ่นไทย เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ แก่ชาวไทยที่ยังไม่หายครั่นคร้ามพม่าได้มีกำลังใจดีขึ้นดังนี้.- ๑. การปราบปรามก๊กต่าง ๆ - พ.ศ. ๒๓๑๑ ยกกองทัพไปปราบปรามหมื่นเทพพิพิธได้สำเร็จ - พ.ศ. ๒๓๑๒ ยกทัพบก และทัพเรือไปปราบปรามเจ้านครศรีธรรมราชได้สำเร็จ เมืองตานี และไทรบุรี ขอยอมเข้ารวมเป็นขัณฑสีมาด้วยกัน - พ.ศ. ๒๓๑๓ ยกทัพไปตีเมืองสวรรคบุรี ขณะที่เจ้าพระฝาง ตีได้เมืองพิษณุโลกแล้ว จึงยกทัพล้อมเมืองพิษณุโลก เจ้าพระฝางฝ่าแนวล้อมไปได้
๒. การทำสงครามกับพม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงทำศึกกับพม่าถึง ๙ ครั้ง - สงครามครั้งที่ ๑ รบพม่าที่บางกุ้ง พ.ศ. ๒๓๑๐ - สงครามครั้งที่ ๒ พม่าตีเมืองสวรรคโลก พ.ศ. ๒๓๑๓ - สงครามครั้งที่ ๓ ไทยตีเมืองเชียงใหม่ครั้งแรก พ.ศ.๒๓๑๓ - ๒๓๑๔ - สงครามครั้งที่ ๔ พม่าตีเมืองพิชัย ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๑๕ - สงครามครั้งที่ ๕ พม่าตีเมืองพิชัย ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๖ - สงครามครั้งที่ ๗ รบพม่าที่บางแก้ว เมืองราชบุรี พ.ศ. ๒๓๑๗ - สงครามครั้งที่ ๘ อะแซหวุ่นกี้ ตีหัวเมืองเหนือ พ.ศ. ๒๓๑๘ - สงครามครั้งที่ ๙ พม่าตีเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๓๑๙
๓. การขยายราชอาณาเขต ไปหลวงพระบางและเวียงจันทร์ - พ.ศ. ๒๓๒๑ พระเจ้านครหลวงพระบางขอสวามิภักดิ์เข้ารวมในราชอาณาจักร - พ.ศ. ๒๓๒๒ ทรงโปรดให้ยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทร์ได้ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) และพระบางจากเวียงจันทร์
มาประดิษฐาน ณ กรุงธนบุรี ๔. การขยายราชอาณาเขต ไปยังกัมพูชา พ.ศ. ๒๓๑๒ ทรงโปรดให้ยกทัพไปตีกรุงกัมพูชา เนื่องจากเจ้าเมืองกัมพูชาไม่ยอมส่งเครื่องราชบรรณาการดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง ตามราชประเพณีที่เคยปฏิบัติมา ทัพไทยตีได้เมืองเสียมราฐ และพระตะบอง พ.ศ. ๒๓๑๔ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงยกทัพไปตีเมืองกัมพูชาได้สำเร็จ สาเหตุขณะไทยทำศึกกับพม่า อยู่ที่เมืองเชียงใหม่ สมเด็จพระเจ้านารายณ์ราชา กษัตริย์กรุงกัมพูชาได้ถือโอกาสมาตีเมืองตราด และเมืองจันทบุรี เมื่อตีกัมพูชาได้แล้ว ทรงมอบให้นักองค์นนท์ ปกครองต่อไป
พ.ศ. ๒๓๒๓ กัมพูชาเกิดการจลาจลแย่งชิงราชสมบัติกันเอง จึงเหลือนักองค์เองที่มีพระชนม์เพียง ๔ ชันษา ปกครองโดยมีฟ้าทะละหะ (มู) ว่าราชการแทนและเอาใจออกห่างฝักใฝ่ญวน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงโปรดให้ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเจ้าพระยาสุรสีห์ไปปราบปราม และมีพระราชโองการ ให้อภิเษกสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระราชโอรส องค์ใหญ่ขึ้นครองราชย์กัมพูชา ทัพไทยตีเมืองรายทางได้จนถึงเมืองบัณฑายเพชร พอดีกับกรุงธนบุรีเกิดจลาจล จึงเลิกทัพกลับ
อาณาเขตกรุงธนบุรี ได้ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง ดังนี้.- ทิศเหนือ - ตลอดอาณาจักรลานนา ทิศใต้ - ตลอดเมืองไทรบุรี และเมืองตรังกานู ทิศตะวันออก - ตลอดกัมพูชาจรดญวนใต้ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ - ตลอดนครเวียงจันทร์ หัวเมืองพวน และนครหลวงพระบาง หัวพัน
ทั้งห้า ทั้งหก ทิศตะวันออกเฉียงใต้ - ตลอดเมืองพุทธไธมาศ ทิศตะวันตก - ตลอดเมืองมะริด และเมืองตะนาวศรี ออกมหาสมุทรอินเดีย ข. การฟื้นฟูบ้านเมือง และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ ๑) ด้านการปกครอง ยังใช้ระบบการปกครองแบบกรุงศรีอยุธยา ส่วนด้านกฎหมายเมื่อครั้ง
กรุงแตก กฎหมายบ้านเมืองกระจัดกระจายหายสูญไปมาก ก็โปรดให้ทำการสืบเสาะค้นหามารวบรวมไว้
ได้ประมาณ ๑ ใน ๑๐ และโปรดให้ชำระกฎหมายเหล่านั้น ๒) ด้านเศรษฐกิจ เนื่องในสมัยกรุงธนบุรีเป็นระยะเวลาที่สร้างชาติบ้านเมืองกันใหม่ การค้าเจริญรุ่งเรืองทั้งของหลวงและราษฎร สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงทำนุบำรุงการค้าขายทางเรืออย่างเต็มที่ ทรงแต่งสำเภาหลวงออกไปค้าขาย ทางด้านตะวันออก ไปถึงเมืองจีน ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือถึงอินเดียตอนใต้ เป็นต้น ๓) ด้านการคมนาคม ในยามว่างจากสงคราม จะโปรดให้ตัดถนนและขุดคลองขึ้นมาก เพื่อประโยชน์ทางค้าขาย ซึ่งผิดจากแนวความคิดเก่า ๆ เมื่อมีถนนหนทางแล้วจะอำนวยประโยชน์ให้ข้าศึกศัตรู และพวกก่อการจลาจล ๔) ด้านศิลปกรรม ในสมัยนี้แม้จะมีการทำศึกสงคราม แทบจะมิได้ว่างเว้นก็ตาม แต่ก็ทรงหาโอกาสฟื้นฟูและบำรุงศิลปกรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้านนาฏดุริยางค์และวรรณกรรม ๕) ด้านการช่าง โดยให้รวบรวมช่างฝีมือและฝึกงานช่างทุกแผนก เช่น ช่างต่อเรือ ช่างก่อสร้าง ช่างรัก ช่างประดับ ช่างเขียน เป็นต้น สำหรับงานช่างต่อเรือได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะมีการต่อเรือรบ
และเรือสำเภาค้าขายเป็นจำนวนมาก ๖) ด้านการศึกษา โปรดให้บำรุงการศึกษาตามวัดต่าง ๆ และโปรดให้ตั้งหอหนังสือหลวงขึ้นเช่นเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา ๗) ด้านการศาสนา ทรงโปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ ที่รกร้างปรักหักพัง ตั้งแต่ครั้งพม่าเข้าผลาญทำลาย และกวาดต้อนทรัพย์สินไปพม่า โปรดให้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์เข้าจำวัดต่าง ๆ
ส่วนพระไตรปิฎกยังเหลือตกค้างอยู่ที่ใด ก็โปรดให้คัดลอกสร้างเป็นฉบับกลางแล้วส่งคืนไปที่เดิม
[1] วันพระราชสมภพยังคลาดเคลื่อนหลักฐานไม่ตรงกัน บ้างก็ว่า พระราชสมภพ ๒๓ มีนาคม, ๗, ๑๕ เมษายน ๒๒๗๗ [2] กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, สมเด็จ ฯ ไทยรบพม่า พิมพ์ครั้งที่ ๑ กรุงเทพ ฯ , แพร่วิทยา, ๒๕๑๔ หน้า ๓๘๓. [3] กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, สมเด็จ ฯ ไทยรบพม่า. พิมพ์ครั้งที่ ๖ กรุงเทพ ฯ : แพร่วิทยา, ๒๕๑๔. หน้า ๓๙๖ [4] กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, สมเด็จ ฯ ไทยรบพม่า. พิมพ์ครั้งที่ ๖ กรุงเทพ ฯ : แพร่วิทยา, ๒๕๑๔. หน้า ๔๐๑ [5] กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท
|
|||||||||||||